Home บทความ ให้ทิปพระเจ้า
ให้ทิปพระเจ้า
เวลาที่เราไปทานอาหารนอกบ้าน โดยเฉพาะในร้านค่อนข้างมีระดับหน่อย เช่น ในโรงแรมหรือภัตตาคาร
หลังจากเช็คบิลแล้วเราจะดูในใบเสร็จว่า มีการบวกค่าบริการ(ทิป)แล้วหรือยัง
ถ้ายัง เราก็จะมองหน้ากันและถามว่า “จะให้ทิปเท่าไหร่?”
โดยปกติก็เอาวางไว้ที่โต๊ะสิบบาทยี่สิบบาทก็พอ
หากไปกินอาหารตามร้านต่างๆในสหรัฐอเมริกา เขาจะบวกค่า service charge ไปด้วย ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นเราจึงไม่ต้องเอาเงินวางไว้ที่โต๊ะอีก (แต่ถ้าให้เขาอีก ก็คงไม่ว่าอะไรมั้ง)

 


เมื่อผมเขียนเรื่อง “พระเจ้าหรือเงินทอง?” แล้วลงในเว็บไซต์  และส่งไปให้แฟนคลับหลายพันคนได้อ่าน ขอบคุณพระเจ้า มีเสียงตอบรับมาเซ็งแซ่ว่า “เอาอีก เอาอีก” โดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับผู้นำคริสตจักรในประเทศไทยบอกว่า ตนเองไม่สามารถพูดเรื่องเงินได้อย่างเต็มปากเต็มคำ เพราะถ้าไม่พูดเลยถุงถวายก็แฟบ ก็รู้ๆกันว่าศิษยาภิบาลมิได้อิ่มทิพย์ เขามีปากท้องของตนเองและลูกเมียรออยู่ แต่ถ้าพูดเรื่องเงินมากไป พวกสมาชิกก็หาว่าอาจารย์เห็นแก่เงิน รักวัตถุทางโลกและไม่ไว้วางใจการเลี้ยงดูของพระเจ้า

 

เดวิด เจ.ดีฮาน ได้กล่าวถึงเรื่องเงินทองในทัศนะของคริสเตียนไว้อย่างสะใจมาก “ผู้ที่สะสมทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์ คือผู้ที่ร่ำรวยที่สุดในโลกนี้”
คริสเตียนหลายคนเชื่อแบบนี้ แต่ไม่กล้าทำตาม
พระเยซูคริสต์ทรงรับรองคำนี้อย่างชัดเจนในมัทธิว ๖.๑๙-๒๒ พี่น้องที่รัก ลองเปิดอ่านดูนะครับ!
บางคนไปโบสถ์ก็คิดว่าเป็นเหมือนกับการไปทานอาหารนอกบ้าน เวลามีถุงถวายผ่านมาก็จะคิดว่า “วันนี้จะให้ทิปแก่พระเจ้าเท่าไหร่ดี?” บางคนประเมินการถวายจากการฟังคำเทศนาว่าประทับใจมากแค่ไหน? หรือประเมินจากการร้องเพลงประสานเสียงว่าไพเราะเพราะพริ้งไหม?
มีเรื่องเล่าว่า คุณแม่คนหนึ่งให้เงินแก่ลูกชายสิบบาทไปโบสถ์ เมื่อกลับมาถึงบ้านเธอถามว่า “ลูกถวายเงินนั้นอย่างไร?”
เด็กชายตอบว่า “ถวายให้นักร้องเจ็ดบาท และถวายให้นักเทศน์สามบาท”
“ทำไมถวายอย่างนั้นล่ะ?”
“นักร้องก็ร้องเพลงได้เพราะมากครับ” เด็กชายตอบ “แต่นักเทศน์พูดแล้วผมฟังไม่รู้เรื่องเลย”
???!!
คริสเตียนพวกแรกมีความคิดถวายให้แก่พระเจ้าแบบ service charge (ให้ทิป) คือจะให้แก่พระองค์เท่าไหร่ก็ขึ้นอยู่กับความพอใจของตนเอง แต่เมื่อได้อ่านพระคัมภีร์และพบว่า การถวายสิบเปอร์เซ็นต์เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ พวกเขาก็เลยต้องจำใจ(ทำใจ)ถวาย โดยไม่ตระหนักเลยว่า “ทุกคนจงให้ตามที่เขาได้คิดหมายไว้ในใจ มิให้ให้ด้วยนึกเสียดาย มิใช่ด้วยฝืนใจ เพราะพระเจ้าทรงรักผู้นั้นที่ให้(ถวาย)ด้วยใจยินดี” (๒ คร. ๙.๗) 
คริสเตียนหลายคนมีความคิดแบบ “นายทาส” เขาคิดว่าตนเองเป็นเจ้าของบ้านและทรัพย์สมบัติทั้งสิ้น ส่วนพระเจ้าเป็นเพียงผู้ขออาศัย เขาจะเจียดเงินให้แก่พระองค์เท่าไหร่ก็ได้ เหมือนเมื่อครั้งที่เราอยู่ในศาสนาดั้งเดิม พระหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องว่าต้องการอะไร มันขึ้นอยู่กับความพอใจของเราว่าจะถวายเงิน หัวหมู ไก่ตอน เหล้าขาว ข้าวตอกดอกไม้ ช้างไม้แกะสลัก และเครื่องเซ่นไหว้ต่างๆ
บางคนมีความคิดแบบเศรษฐีแสนล้าน คิดว่าจะใช้เงินเพื่อตนเองเท่านั้น ซื้อบริษัท ซื้อโทรศัพท์ ซื้อสัมปทานต่างๆ ซื้อดาวเทียม ซื้อทีมฟุตบอล ซื้อเหมืองเพชร ซื้อรัฐบาล ซื้อนักการเมือง และซื้อประชาชนทุกหมู่บ้าน จุดประสงค์เพื่อจะก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี
ถึงขนาดว่าจะใช้เงินซื้อพระเจ้าด้วย!   
พระคัมภีร์สอนอย่างชัดเจนว่า พระเจ้าทรงสร้างจักรวาลและโลกนี้ พระองค์ทรงเป็นเจ้าของทุกสิ่ง และเป็นเจ้าของเงินทองทั้งหมด พระองค์ตรัสว่า “เงินเป็นของเรา และทองคำเป็นของเรา” (ฮกก. ๒.๘) เปาโลยืนยันเรื่องนี้ “พระเจ้ามิจำต้องให้มือมนุษย์มาปรนนิบัติ ดังว่ามีความต้องการสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานชีวิตและลมหายใจและสิ่งสารพัดแก่คนทั้งปวงต่างหาก” (กจ. ๑๗.๒๕-๒๖)
ผมชอบบทความเรื่อง “คุณให้ทิปหรือยัง?” ของ Check Pang Hear  ในหนังสือ Our Daily Bread โดยยกข้อพระคัมภีร์จาก ๒ คร. ๘.๑-๙ มาอ้าง โดยเฉพาะในข้อที่ ๙ “เพราะท่านทั้งหลายรู้จักพระคุณของพระเยซูคริสตเจ้าของเราแล้วว่า แม้พระองค์มั่งคั่ง พระองค์ก็ทรงยอมเป็นคนยากจน เพื่อท่านทั้งหลายจะเป็นคนมั่งมีเนื่องจากความยากจนของพระองค์”
คุณเช็คเขียนว่า “การให้เงินทิปเป็นสิ่งที่คนทั่วไปยอมรับในหลายๆประเทศ แต่ผมสงสัยว่าธรรมเนียมนี้มีอิทธิพลต่อท่าทีของเราในการถวายทรัพย์แก่คริสตจักรหรือเปล่า?”
ผมในฐานะคริสเตียนไทยขอตอบว่า มันค่อนข้างมีอิทธิพลมากทีเดียว ไม่ใช่เป็นการให้ทิปอย่างเดียวเท่านั้น คนไทยยังคิดถึงการทำบุญทำทานแด่พระเจ้า หลายคนถวายเพื่อจะได้รับผลประโยชน์ตอนแทน อีกบางคนคิดถึงพระเจ้าเป็นเหมือนนักบวชในศาสนา ที่รอคอยให้คนเอาเงินมาใส่กล่องถวายเพื่อเลี้ยงชีพนักบุญเหล่านั้น บางคนอาจจะเอาไปเปรียบเทียบกับการให้เงินแก่คนยากจนหรือให้แก่ขอทานทำนองนั้น!
คุณเช็คบอกต่อไปว่า “คริสเตียนจำนวนมากมองเห็นว่า เมื่อเขาถวายทรัพย์นั้น ไม่เพียงแต่แสดงการขอบพระคุณสำหรับสิ่งที่พระเจ้าทรงทำเพื่อเขาเท่านั้น พวกเขายังคิดอีกว่า ตราบใดที่พวกเขาถวายสิบลดให้พระเจ้า เงินส่วนที่เหลือก็เป็นของเขา ที่จะใช้จ่ายตามความต้องการ แต่ชีวิตคริสเตียนไม่ได้มีแค่เรื่องเงินเพียงอย่างเดียว!”
ถูกต้องครับคุณเช็ค คนเราถ้ามีท่าทีอย่างถูกต้องกับพระเจ้า เขาก็จะมีท่าทีต่อเงินอย่างถูกต้องด้วย คนที่ถวายตัวมอบชีวิตแด่พระองค์แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมจะเป็นของพระองค์ด้วย...จริงไหม? คริสเตียนทารกและคริสเตียนเนื้อหนังมักจะมาถกเถียงกันในเรื่องที่ว่า ควรจะถวายเงินแด่พระเจ้าเท่าไหร่? ควรจะถวายสิบลดหรือถวายตามความพอใจ? ถวายเป็นสิ่งของหรือถวายเป็นเงิน?
เพราะถ้าชีวิตทั้งหมดของเราเป็นของพระเจ้าแล้ว และมีอะไรของเราบ้างล่ะที่ไม่เป็นของพระองค์?!
ฟังคุณเช็คร่ายต่อไป “พระคัมภีร์บอกแก่เราว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างเรา และทรงเป็นเจ้าของ ‘สัตว์เลี้ยงบนภูเขาตั้งพันยอด” (สดด.๕๐.๑๐) พระเจ้าตรัสว่า “พิภพและสารพัดที่มีอยู่ในนั้นเป็นของเรา” (ข้อ ๑๒) ทุกสิ่งมาจากพระเจ้า
และทุกสิ่งที่เรามีก็เป็นของพระองค์ พระเจ้าไม่ได้ประทานให้เรามีวัตถุสิ่งของเท่านั้น แต่ยังได้ประทานพระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระองค์ ผู้จัดเตรียมความรอดให้แก่เราด้วย
เปาโลได้ยกเอาคริสเตียนในเมืองมาซิโดเนียมาเป็นตัวอย่างถึงท่าทีในการถวาย ที่เราควรจะมีต่อน้ำพระทัยอันกว้างขวางของพระเจ้าที่มีต่อเรา ชาวมาซิโดเนียที่ยากจนที่สุด ได้ให้ด้วยใจกว้างขวางยิ่ง (๒ คร. ๘.๒) แต่พวกเขาได้ถวายตัวเขาเองแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าก่อน (ข้อ ๕)
ตอนท้าย Check Pang Hear ได้หยอดข้อคิดว่า “พระเจ้าผู้ทรงสร้างจักรวาล ไม่จำเป็นต้องได้รับสิ่งใดจากเรา พระองค์ไม่ต้องการค่าทิป แต่พระองค์ทรงต้องการตัวเรา” โดยเฉพาะข้อความในบรรทัดล่างสุด ผมยกนิ้วให้เลย “ไม่ว่าคุณให้มากแค่ไหน ก็ไม่มากกว่าที่พระเจ้าทรงให้คุณ”
จริงทีเดียวพระเจ้าข้า.

 

thaisermons

 

Powered by Joomla!. Valid XHTML and CSS.