Get Adobe Flash player

ศึกษาพระธรรมวิวรณ์ ตอนที่ 5

ศึกษาพระธรรมวิวรณ์ ตอนที่ 5

 

คำเทศนาวิวรณ์ครั้งที่ 5 ณ คริสตจักรสครสวรรค์

          โดยนายแพทย์วิกสิต วีรสมิทธ์

                                                วิวรณ์ ตอนที่ 5

         สเมอร์นาถูกข่มเหงแบบสุดๆ ไม่ยอมหยุดแต่ยอมตายไม่กังขา

(วิวรณ์ 2:8-11)

 

 จงเขียนถึงทูตสวรรค์แห่งคริสตจักรเมืองสเมอร์นาว่า พระองค์ผู้ทรงเป็นเบื้องต้นและเป็นเบื้องปลาย ผู้ซึ่งสิ้นพระชนม์แล้ว และกลับฟื้นขึ้นอีก ได้ตรัสดังนี้ว่า เรารู้ว่าพวกเจ้ามีความทุกข์ลำบากและยากจน (แต่ว่าเจ้าก็มั่งมี) และรู้เรื่องการใส่ร้ายของคนเหล่านั้นที่กล่าวว่า เขาเป็นพวกยิวและหาได้เป็นไม่ แต่พวกเขาเป็นธรรมศาลาของซาตาน อย่ากลัวความทุกข์ทรมานซึ่งเจ้าจะได้รับนั้น นี่แนะมารจะขังพวกเจ้าบางคนไว้ในคุกเพื่อจะลองใจเจ้า และเจ้าทั้งหลายจะได้รับความทุกข์ทรมานถึงสิบวัน แต่จงมีใจมั่นคงอยู่ตราบเท่าวันตาย และเราจะมอบมงกุฎแห่งชีวิตให้แก่เจ้า ใครมีหูก็ให้ฟังข้อความซึ่งพระญญาณตรัสไว้แก่คริสตจักรทั้งหลาย ผู้ที่มีชัยชนะจะไม่ได้รับอันตรายจากความตายครั้งที่สองเลย

  (วิวรณ์ 2:8-11)

            นี่เป็นพระราชสาสน์ฉบับที่สอง ที่องค์พระประมุขแห่งคริสตจักรได้เขียนถึงคริสตจักรท้องถิ่น ซึ่งมีอาณาบริเวณใกล้เคียงกับคริสตจักรแรกคือคริสตจักรเอเฟซัสที่มีพระราชสาสน์ไปถึงฉบับแรก และระยะทางก็ไม่ห่างกันมากนัก พระราชสาสน์หรือจดหมายฉบับนี้เป็นฉบับที่สั้นที่สุดของทั้งหมด 7 ฉบับ คือจากวิวรณ์  2:8-11 มีเพียง  4 ข้อเท่านั้น และฉบับที่ยาวที่สุดคือฉบับที่ 4 ซึ่งเขียนถึงคริสตจักรธิยาทิราซึ่งเราจะอรรถาธิบายในอนาคต  เราอาจแบ่งการอรรถาธิบายพระราชสาสน์หรือจดหมายฉบับที่สองนี้ออกเป็นหัวข้อใหญ่ๆได้ดังต่อไปนี้

 

[-1-]     อารัมภบทสู่คริสตจักรที่สอง "คริสตจักรสเมอร์นา"

[-2-]     การอรรถาธิบายพระราชสาสน์ฉบับที่ 2 โดยละเอียด

 

            รายละเอียดแต่ละประเด็นมีดังต่อไปนี้

 

[-1-]    อารัมภบทสู่คริสตจักรที่สอง "คริสตจักรสเมอร์นา"

         

          ก่อนที่จะอรรถาธิบายพระราชสาสน์ที่สั้นที่สุด มีหลายสิ่งหลายอย่างที่น่าสนใจเกี่ยวกับเมืองเมืองนี้ซึ่งมีความสัมพันธ์กับพระราชสาสน์ไม่ทางตรงก็ทางออ้ม เราอาจแยกออกเป็นหัวข้อต่างๆดังต่อไปนี้

            {-1-}     เมืองสเมอร์นาหรืออิสเมียร์ได้รับสมญานามว่า "มงกุฎแห่งเอเซีย"

            {-2-}     ต้นกำเนิดของคริสจักรสเมอร์นา

            {-3-}     ต้นมดยอบแห่งเมืองนี้มีนัยยะสำคัญเกี่ยวกับคริสตจักรสเมอร์นา

            {-4-}     การกราบไหว้รูปปั้นซีซาร์มีผลต่อชีวิตคริสเตียน ณ เมืองๆนี้

 

            รายละเอียดแต่ละประเด็นมีดังต่อไปนี้

 

          {-1-}    เมืองสเมอร์นาหรืออิสเมียร์ได้รับสมญานามว่า "มงกุฎแห่งเอเซีย"

 

            เมืองสเมอร์นาอยู่ห่างจากเมืองเอเฟซัสไปทางเหนือประมาณ 50 กิโล ปัจจุบันเรืยกว่าเมืองอิสเมียร์ (Izmir) ซึ่งถือว่าเป็นมืองใหญ่อันดับสามของประเทศตุรกีในปัจจุบันนี้ ในประวัติศาสตร์เมืองสเมอร์นาเป็นเมืองสุดท้ายที่เชื่อมต่อบน "เส้นทางสายไหม"ที่เริ่มต้นจากเมืองฉางอานของประเทศจีน เมืองสเมอร์นาหรือเมืองอิสเมียร์ปัจจุบันมีประชากรประมาณครึ่งล้านคน  เป็นเมืองที่มั่งคั่งแห่งหนึ่งในเอเชียน้อย ได้รับสมญานามว่า มงกุฎแห่งเอเซียเพราะมีภูเขาล้อมรอบตัวเมืองเป็นรูปของมงกุฎ ในยุคที่อาจารย์ยอห์นถูกจับเป็นนักโทษและถูกปล่อยเพื่อให้อดตายที่เกาะปัทมอส เมืองสเมอร์นามีประชากรประมาณ 100,000 คน เมืองสเมอร์นาเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นแล้วประมาณ 1000 ปีก่อน ค.. ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ก่อตั้งเมืองนี้ ประวัติศาสตร์ได้บอกไว้ว่าก่อนวันคริสตมาสแรกประมาณ 2-3 ปีได้เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงที่เมืองสเมอร์นา แต่ก็ได้รับฟื้นฟูในเวลาต่อมา แม้แต่สมญานามของเมืองๆนี้ที่ได้รับสมญานามว่า "มงกุฎแห่งเอเชีย" ก็ยังมีนัยยะสำคัญเกี่ยวกับพระราชสาสน์ถึงคริสตจักรแห่งเมืองๆนี้คือ "มงกุฎแห่งชีวิต" ที่เราจะได้อรรถาธิบายต่อไป คนไทยคงเข้าใจเรื่องแบบนี้ไม่ยากนักเพราะมีเมืองในประเทศไทยที่เอาชื่อของพืชมาเป็นชื่อเมืองเช่น

"อุบลราชธานี" เมืองที่ได้รับสมญานามเช่น "เมืองชาลวัน" คนไทยรู้ทันทีว่าหมายถึงจังหวัด

พิจิตรเป็นสัญลักษณ์ของจระเข้ใหญ่ที่เลื่องลือชื่อของจังหวัดนี้

 

          {-2-}    ต้นกำเนิดของคริสจักรสเมอร์นา

 

          ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าใครเป็นผู้ก่อตั้งคริสตจักรเมืองสเมอร์นา แต่สัญนิจฐานว่าอัครทูตยอห์นเป็นผู้ก่อตั้งประมาณ ค.ศ. 90 และได้แต่งตั้งโปลิคาร์ปเป็นศิษยาภิบาล เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบคริสตจักรแห่งนี้  มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่าโปลิคาร์ปเคยเดินทางไปกรุงโรมเมื่อ ค.ศ. 155  ซึ่งการเดินทางจากเมืองสเมอร์นาไปกรุงโรมในสมัยนั้นเป็นเรื่องที่ยากลำบากและต้องใช้เวลาเป็นเดือน การที่โปลิคาร์ปไปกรุงโรมก็เพื่อที่จะต่อต้านคำสอนเทียมเท็จจากผู้นำคริสตจักรแห่งกรุงโรมซึ่งมีความพยายามที่จะเปลี่ยนวันสะบาโต จากวันอาทิตย์เป็นวันอื่น และการที่พี่น้องคริสเตียนถือว่าวันอาทิตย์เป็นสะบาโตเป็นวันนมัสการพระเจ้า ก็เพราะวันอาทิตย์เป็นวันที่พระเยซูคริสต์ทรงเป็นขึ้นมากจากความตาย ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่าเมื่อกลับมาจากโรม โปลิคาร์ปก็ถูกข่มเหงแบบสุดๆคือถูกจับเผาทั้งเป็นในปี ค.ศ. 156 ตรงกับวันอาทิตย์ ซึ่งเราจะได้อรรถาธิบายในรายละเอียดต่อไป

 

          {-3-}    ต้นมดยอบแห่งเมืองนี้มีนัยยะสำคัญเกี่ยวกับคริสตจักรสเมอร์นา

 

            เมืองนี้มีต้นมดยอบ (myrrh) เป็นจำนวนมาก  แท้จริงคำว่า "สเมอร์นา" แปลอย่างตรงไปตรงมาก็แปลว่า "ต้นมดยอบ" นั่นเอง การทำน้ำหอมจากต้นพืชชนิดนี้นั้นจำเป็นต้องนำใบมดยอบซึ่งมีรสขมมาก ใบของต้นมดยอดนี้มีรสขมแบบสุดๆ ใบของมดยอบนี้ใช้สกัดทำน้ำหอมอย่างดีได้ ในกระบวนการทำน้ำหอมนั้นจะมีการบดใบมดยอบให้ละเอียด เกี่ยวกับเรื่องใบของต้นมดยอบที่มีรสขมและต้องบดขยี้เมื่อนำมาทำน้ำหอมที่มีค่านั้น มีนัยยะสำคัญที่สามารถเชื่อมโยงหรือเชื่อมต่อกับคริสตจักรสเมอร์นาได้ คือความขมของต้นมดยอบ หมายถึงความระทมทุกข์อย่างแสนสาหัสของพี่น้องคริสเตียนแห่งเมืองสเมอร์นา  การบดใบมดยอบหมายถึงการถูกข่มเหงอย่างสุดๆเช่นการถูกเผาทั้งเป็น  ประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่าพี่น้องคริสเตียน ณ  คริสตจักรเมืองสเมอร์นาถูกข่มแหงแบบสุดๆ ราวกับว่าได้รับความขมอย่างสุดที่จะขม เมื่อพวกเขาถูกข่มเหงแบบสุดๆเช่นถูกจับเผาทั้งเป็น ถูกจับโยนลงในถ้ำสิงโต ถูกเฆี่ยนตี ฯลฯ แต่ตำนานที่ยิ่งใหญ่ของพวกเขาก็คือพวกเขาถูกจับเผาทั้งเป็นแต่ก็ยังยิ้มได้ และพวกเขาไม่ยอมปฏิเสธพระนามของพระเยซูคริสต์ ใบของต้นมดยอบเมื่อนำมาตำหรือบดขยี้เพื่อจะสกัดและจะได้น้ำหอมอันมีค่ามากมายมหาศาล ถ้าเราจำได้น้ำหอมที่เรียกว่ามดยอบนี้เอง ที่นักปราชญ์จากตะวันออกได้นำมาถวายเป็นหนึ่งในสามของๆขวัญให้แด่พระกุมารเยซู ณ เมืองเบธเลเฮมในวันที่พระองค์ประสูตรในคอกสัตว์

เกี่ยวกับกระบวนการทำน้ำหอมจากต้นมดยอบนี้   มีนัยยะสำคัญเมื่อเชื่อมต่อกับชีวิตของพี่น้องคริสเตียน ณ คริสตจักรสเมอร์นา ว่าพวกเขาได้ยอมตายในความเชื่อ พวกเขาจึงเป็นเสมือนหนึ่งเครื่องบูชาที่มีกลิ่นหอมที่พระเจ้าทรงพอพระทัย ใบของต้นมดยอบถูกบดขยี้แล้วสกัดเป็นน้ำหอมฉันใด ชีวิตคริสเตียนแห่งเมืองนี้ก็เป็นฉันนั้น ถูกบดขยี้จากภายนอกซึ่งเป็นการถูกข่มเหงอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู แต่ภายในจิตใจและจิตวิญาณพวกเขามีความสมัคคีธรรมชั้นยอดกับสมาชิกคริสตจักร และที่สำคัญที่สุดกับพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของพวกเขา ดังนั้นเราจะเห็นว่าแม้แต่ต้นมดยอบต้นไม้แห่งเมืองๆนี้ก็ยังมีนัยยะสำคัญเกี่ยวชีวิตคริสเตียนแห่งเมืองสเมอร์นานี้ด้วย

 

            {-4-}    การกราบไหว้รูปปั้นซีซาร์มีผลต่อชีวิตคริสเตียน ณ เมืองๆนี้

 

ประมาณ ค.. 26 ในระหว่างการปกครองของพระมหาจักรพรรดิไทเบอร์เรียส ได้มีการสร้างวิหารและรูปปั้นของพระมหาจักรพรรดิ์แห่งกรุงโรม เพื่อกราบไหว้นมัสการพระมหาจักรพรรดิ์ ดังนั้นในแต่ละปีก็จะมีเทศกาลนมัสการกราบไหว้ซีซาร์ ประชากรแห่งเมืองนี้จะต้องกราบไหว้นมัสการพระมหาจักรพรรดิ์และต้องกล่าวว่า ซีซาร์เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้านี่คือเรื่องใหญ่ที่คริสตจักรแห่งเมืองสเมอร์นาต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์แห่งการถูกข่มเหงทุกปี  ปีละครั้งพวกเขาจะถูกบังคับให้นมัสการซีซาร์และกล่าวว่า ซีซาร์เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแต่พวกเขาปฏิเสธที่กล่าวเช่นนั้นอย่างสิ้นเชิง แต่กลับกล่าวว่า พระเยซูคริสต์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าการเลือกที่จะพูดแบบนี้ ซึ่งสวนทางกับคำสั่งของพระมหาจักรพรรดิ์ ทำให้พวกเขาถูกข่มเหงถึงขั้นถูกจับเผาทั้งเป็น คือพวกเขายอมตายแทนที่จะปฏิเสธพระนามขององค์พระเยซูคริสต์  

            พวกเขาไม่เพียงแต่ถูกข่มเหงจากรัฐบาลแห่งมหาอาณาจักรโรมันเท่านั้น แต่ถูกข่มเหงจากพวกยิวซี่งอาศัยอยู่ในเมืองนี้เป็นจำนวนมากด้วย พวกยิวในเมืองนี้งมีธรรมศาลาที่ใหญ่โต   พี่น้องคริสเตียนแห่งคริสตจักรเมืองสเมอร์นาจึงถูกข่มเหง จากทั้งสองซีก ซีกหนึ่งพวกเขาถูกข่มเหงจากพวกยิวโดยตรง ซึ่งเกลียดชังพระนามของพระเยซูคริสต์อยู่ก่อนแล้ว คือพวกเขาไม่ยอมรับว่าพระองค์คือพระเมสสิยาห์ และอีกซีกหนึ่งพวกเขาถูกข่มเหงจากชาวต่างชาติซึ่งก็คือตัวแทนจากรัฐบาลแห่งมหาอาณาจักรโรมันนั่นเอง   

เราทราบแล้วว่ามี 3 คริสตจักรที่ได้รับทั้งคำชมและคำติ  มีอยู่ 2 คริสตจักรที่ไม่พบคำติคือคริสตจักรเมืองสเมอร์นาและคริสตจักรเมืองฟิลาเดลเฟีย และมีอยู่ 2 คริสตจักรพบแต่คำติ คือคริสตจักรซาร์ดิส และคริสตจักรเลาดีเซีย คริสตจักรที่ไม่มีคำติก็มิได้หมายความว่าเป็นคริสตจักรที่ดีสมบูรณ์แบบ 100% และทุกคนที่เป็นสมาชิกคริสตจักรแห่งนั้นรอดหมด 100% เต็ม ในทำนองเดียวกันคริสตจักรที่มีแต่คำติ และไม่พบคำชมก็มิได้หมายความว่าทุกคนที่อยู่ในคริสตจักรแห่งนั้นเข้าสู่ความพินาศหมด ทั้งหมดนี้เป็นสภาวะฝ่ายวิญญาณของคริสเตียนส่วนมากในคริสตจักรนั้นๆ ความจริงแล้วเป็นสภาวะฝ่ายวิญญาณของคริสเตียนแต่ละคนในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่งซึ่งจะมีความละม้ายคล้ายคลึงกับ

คริสตจักรหนึ่งคริสตจักรใดในเจ็ดคริสตจักร และบางครั้งอาจจะมากกว่าหนึ่งคริสตจักรด้วยซ้ำไป เช่นอาจขาดความรักเช่นเดียวกับคริสตจัรเอเฟซัสในเวลาเดียวกันก็อาจจะอุ่นๆคล้ายๆกับคริสตจักรเลาดีเซียก็เป็นได้  ซึ่งเราจำเป็นต้องสำรวจตัวเราเองเพื่อปรับปรุงแก้ไขให้ชีวิตของเราเป็นที่ชอบพระทัยพระเจ้า และถวายเกียรติยศแด่พระเจ้ามากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ในการดำเนินชีวิตในโลกแห่งความผิดความบาปใบนี้

 

[-2-]    การอรรถาธิบายพระราชสาสน์ฉบับที่ 2 โดยละเอียด

 

            ณ จุดนี้เราจะทำการอรรถาธิบายพระราชสาสน์ หรือจดหมายที่องค์พระเยซูคริสต์เขียนถึงคริสตจักรเมืองสเมอร์นาซึ่งเป็นพระราชสาสน์ฉบับที่สอง  เราอาจแยกแยะเป็นหัวข้อต่างๆในการอรรถาธิบายพระราชสาสน์ หรือจดหมายฉบับนี้ดังต่อไปนี้

{-1-}     เขียนถึงคริสตจักรเมืองสเมอร์นา  (วิวรณ์ 2:8a)

{-2-}     พระลักษณะเฉพาะกิจสำหรับสเมอร์นาซึ่งถูกข่มเหงโดยเผาทั้งเป็น

(วิวรณ์ 2:8b)

{-3-}     คำชมคริสตจักรเมืองสเมอร์นา (วิวรณ์  2:9-10)

{-4-}     คำปิดท้ายพระราชสาสน์ (วิวรณ์  2:11)

 

รายละเอียดแต่ละหัวข้อใหญ่มีดังต่อไปนี้

 

{-1-}    เขียนถึงคริสตจักรเมืองสเมอร์นา  (วิวรณ์ 2:8a)

 

.”จงเขียนถึงทูตสวรรค์แห่งคริสตจักรที่เมืองสเมอร์นาว่า…” (วิวรณ์ 2:8a)

 

            เริ่มต้นก็มีการเข้าใจผิดเนื่องจากมีคำสั่งให้เขียนถึง ทูตสวรรค์แห่งคริสตจักรสมอร์นา ไม่ใช่เฉพาะคริสตจักรเมืองสเมอร์นาเท่านั้นแต่เป็นการเริ่มต้นโดยการใช้คำๆเดียวกันนี้ในพระราชสาสน์หรือในจดหมายทั้ง 7 ฉบับ ดังนั้นจึงมีการตีความไปต่างๆนาๆ บ้างก็ว่าเขียนถึงทูตสวรรค์ที่ปกปักษ์รักษาคริสตจักรนั้นๆ   ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะการตีความหมายของภาษากรีกซึ่งมีการแปลเป็นภาษาไทยว่า "ทูตสวรรค์" นั้นเป็นการเข้าใจผิด ดังนั้นจะเห็นว่าปัญหามันอยู่ที่การแปลคำๆนี้

ณ จุดนี้จึงต้องอธิบายว่า คำๆนี้มาจากภาษากรีกคำว่า “angelos”  คำกรีกคำเดียวกันนี้มีความหมายเป็นอย่างอื่นได้ด้วยเช่นเมื่อเราพบคำๆนี้ในมัทธิว 11:10 ซึ่งมิได้หมายถึง "ทูตสวรรค์" จากบริบทของประโยค หรือมิได้แปลว่า "ทูตสวรรค์" แต่อย่างใด ให้เราสังเกตุ คำเดียวกันนี้ที่ท่านมัวธิวเขียนไว้ว่า เราจะใช้ทูตของเราไปข้างหน้าท่าน ผู้นั้นจะเตรียมมรรคาของท่านไว้ข้างหน้าท่าน” (มัทธิว 11:10) ซึ่งเป็นการอ้างอิงมาจากพระธรรมมาลาคี ความว่า "ดูเถิด เราส่งทูตของเราไปเพื่อตระเตรียมหนทางไว้ข้างหน้าเรา…" (มาลาคี3:1) เราทราบอย่างชัดเจนว่าคำว่า ทูตในที่นี้มิได้หมายถึงทูตสวรรค์แต่อย่างใด แต่หมายถึงยอห์นผู้ให้บัพติศมาซึ่งเป็นมนุษย์ ดังนั้นในความหมายที่แท้จริงของคำที่แปลว่า ทูตสวรรค์ในพระธรรมวิวรณ์ ณ จุดนี้คือ ผู้นำคริสตจักร หรือผู้สื่อข่าวซึ่งเป็นมนุษย์ไม่ใช่ทูตสวรรค์ที่เรามองไม่เห็นด้วยตา ดังนั้นจดหมายจึงไม่ใช่จดหมายเขียนถึงทูตสวรรค์ แต่เป็นจดหมายที่เขียนถึงผู้นำคริสตจักรนั้นๆเพื่อที่จะนำข่าวสารที่ได้รับบอกกล่าวให้กับพี่น้องคริสเตีนในคริสตจักรที่ผู้นำนั้นๆรับผิดชอบ เชื่อว่าในขณะที่อาจารย์ยอห์นถูกปล่อยที่เกาะปัทมอสคงมีผู้นำจากคริสตจักรต่างๆที่อยู่ในอาณาบริเวณที่ใกล้เคียงกันมาเยี่ยมอาจารย์ยอห์น  และคนเหล่านั้นเองคงเป็นผู้นำจดหมายต่างๆกลับไปอ่านให้กับคริสตจักรของตนเองรวม 7 ฉบับด้วยกันรวมทั้งการเปิดเผยอื่นๆตั้งแต่บทที่ 4 จนกระทั่งจบพระธรรมวิวรณ์ ในทางสัญลักษณ์แล้วคำว่า "ทูตสวรรค์"ในที่นี้นอกจากหมายถึง ผู้นำคริสตจักรแล้ว ยังหมายถึง การปกป้องรักษาด้วยเพราะว่าพระเยซูคริสต์ทรงดำเนินอยู่มกลาง

คริสตจักรของพระองค์อย่างไม่หยุดยั้ง  เพราะฉะนั้นพระองค์จึงทรงรู้ทรงทราบทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับคริสตจักรของพระองค์ คือคริสเตียนแต่ละคนโดยละเอียดตั้งแต่หัวจรดเท้าไม่มีอะไรซ่อนเร้น พระองค์ทรงเห็นหมดทุกสิ่งทุกอย่างแม้แต่ความคิดและจินตนาการของมนุษย์ทุกคน

{-2-}    พระลักษณะเฉพาะกิจสำหรับสเมอร์นาซึ่งถูกข่มเหงโดยเผาทั้งเป็น

(วิวรณ์ 2:8b)

 

“…พระองค์ผู้ทรงเป็นเบื้องต้นและเป็นเบื้องปลาย ผู้ซึ่งสิ้นพระชนม์แล้ว และกลับฟื้นขึ้นอีก ได้ตรัสดังนี้ว่า   (วิวรณ์ 2:8b)

 

พระลักษณะเฉพาะกิจขององค์พระเยซูคริสต์ที่อาจารย์ยอห์นเห็นในนิมิตในบทที่ 1 ซึ่งก็คือวิวรณ์  1:17b-18 และได้นำมาอ้างถึงอีกครั้งในการเขียนจดหมายถึงคริสตจักรเมืองสเมอร์นาอย่างเฉพาะเจาะจง และพระลักษณะเฉพาะกิจนี้จะไม่นำไปใช้กับคริสตจักรอื่น  เพราะปัญหาแต่ละคริสตจักรไม่เหมือนกัน การที่พระองค์ทรงนำพระลักษณะเฉพาะกิจมาใช้กับคริสตจักรเมืองสเมอร์นานั้นเป็นพระลักษณะเฉพาะกิจเพื่อที่หนุนใจคริสตจักรแห่งนี้ซึ่งถูกข่มเหงแบบสุดๆคือถูกจับเผาทั้งเป็น เป็นพระลักษณะเฉพาะกิจสำหรับเมืองนี้ ถ้าพูดสำนวนแบบไทยๆที่ต้องนำพระลักษณะเฉพาะกิจนี้มาใช้ก็คือ หนามยอกเอาหนามบ่งพระองค์จึงนำพระลักษณะแบบสุดขั้วคือเหนือสุดใต้สุด หรือขวาสุดซ้ายสุดคือ “…ทรงเป็นเบื้องต้นและเป็นเบื้องปลาย ผู้ซึ่งสิ้นพระชนม์แล้ว และกลับฟื้นขึ้นอีก… ”  (วิวรณ์ 2:8) เพื่อที่จะประเล้าประโลมจิตใจของพี่น้องคริสเตียนแห่งคริสตักรเมืองสเมอร์นาว่า คือถึงแม้พวกเขาจะถูกจับเผาทั้งเป็นจนถึงแก่ความตาย แต่พวกเขาจะฟื้นขึ้นมาใหม่และดำรงอยู่เป็นนิตย์ พูดง่ายๆก็คือการที่จะต้องถูกฆ่าตายไม่ใช่สิ่งน่ากลัว สิ่งที่มนุษย์ด้วยกันทำได้มากที่สุดคือการฆ่าให้ตายฝ่ายร่างกาย แต่ส่วนของมนุษย์ที่มีค่าที่สุดคือ "จิตวิญญาณ" นั้นมนุษย์ด้วยกันฆ่าไม่ได้ ดังนั้นทัศนคติของคริสเตียน ณ คริสตจักรเมืองสเมอร์คงเป็นไปในทำนองว่า "อย่ากลัวมนุษย์ที่ฆ่าได้แต่ร่างกาย แต่ให้เกรงกลัวพระเจ้าที่ฆ่าได้ทั้งสองส่วนของมนุษย์"  พระเยซูตรัสว่า "อย่ากลัวผู้ที่ฆ่าได้แต่กาย แต่ไม่มีอำนาจที่จะฆ่าจิตวิญญาณ แต่จงกลัวพระองค์ผู้ทรงฤทธิ์ ที่จะให้ทั้งจิตวิญญาณทั้งกายพินาศในนรกได้" (มัทธิว 10:28) นี่คือสิ่งที่เป็นจริงสำหรับคริสเตียน ณ คริสตจักรเมืองสเมอร์นา และให้เราถามตัวเราเองว่า ถ้าสถานะการณ์ของเราเป็นเหมือนคริสตจักรเมืองสเมอร์นา เราจะเป็น

คริสเตียนแห่งเมืองสเมอร์นาได้หรือไม่ เรากล้าที่จะปฏิเสธว่าซีซาร์ไม่ใช่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระเยซูคริสต์ต่างหากที่ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า เรากล้าที่จะปฏิเสธอำนาจที่ข่มเหงแบบสุดๆคือจับเผาทั้งเป็น ถ้าไม่ปฏิเสธพระนามพระเยซูหรือไม่ ให้เราจำพระดำรัสของพระเยซูเมื่อพระองค์ยังเป็นพระเยซูแห่งเมืองนาซาเร็ธอยู่และพระองค์ได้ตรัสว่า "…ทุกคนที่จะรับเราต่อหน้ามนุษย์ เราจะรับผู้นั้นเฉพาะพระพักตร์พระบิดาของเราแต่ผู้ใดจะไม่ยอมรับเราต่อหน้ามนุษย์ เราจะไม่ยอมรับผู้นั้นต่อพระพักตร์พระบิดาของเรา…" (มัทธิว 10:32 -33) ให้เราทุกคนที่เรียกตนเองว่าเป็นคริสเตียนสำรวจตนเอง

            ประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่า โปลิคาร์ปซึ่งเป็นศิษยาภิบาลของคริสตจักรแห่งนี้ เป็นบุคคลที่อาจารย์ยอห์นแต่งตั้งและให้ความไว้วางใจในการดูและลูกแกะ ในปี ค.ศ. 156 ขณะที่โปลิคาร์ปอายุได้ 86 ปี  โปลิคาร์ปในฐานะผู้นำคริสตจักรสเมอร์นาได้ถูกจับเผาทั้งเป็นเพราะเขาปฏิเสธ คือเป็นผู้นำคริสเตียนที่ปฏิเสธการกราบไว้รูปเคารพซึ่งเป็นรูปปั้นของพระมหาจักรพรรดิ์  ถ้าต้องการเอาตัวรอด พวกเขาเพียงแต่กราบไหว้รูปปั้นซีซาร์แห่งโรม แล้วพูดว่า "ซีซาร์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า" แค่นั้นพวกเขาก็จะไม่ถูกเผาทั้งเป็น แต่เนื่องจากพวกเขามีความจงรักภักดีต่อองค์พระเยซูคริสต์ และเพื่อเป็นคำพยานสำหรับชาวเมืองสเมอร์นา พวกเขาเลือกเอาความตาย และเลือกที่จะพูดว่า "พระเยซูคริสต์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า"

 

{-3-}    คำชมคริสตจักรเมืองสเมอร์นา (วิวรณ์  2:9-10)

 

เรารู้ว่าพวกเจ้ามีความทุกข์ลำบากและยากจน (แต่ว่าเจ้าก็มั่งมี) และรู้เรื่องการใส่ร้ายของคนเหล่านั้นที่กล่าวว่า เขาเป็นพวกยิวและหาได้เป็นไม่ แต่พวกเขาเป็นธรรมศาลาของซาตาน อย่ากลัวความทุกข์ทรมานซึ่งเจ้าจะได้รับนั้น นี่แนะมารจะขังพวกเจ้าบางคนไว้ในคุกเพื่อจะลองใจเจ้า และเจ้าทั้งหลายจะได้รับความทุกข์ทรมานถึงสิบวัน แต่จงมีใจมั่นคงอยู่ตราบเท่าวันตาย และเราจะมอบมงกุฎแห่งชีวิตให้แก่เจ้า" (วิวรณ์  2:9-10)

 

ณ จุดนี้เราทราบอย่างชัดเจนว่าคริสตจักรสเมอร์นาไม่ได้รับคำตำหนิแต่อย่างใด  (นั่นก็มิได้หมายความว่าคริสตจักรนี้เป็นคริสตจักรที่ดีสมบูรณ์แบบไม่มีข้อบกพร่องเลยแม้แต่น้อย) เนื่องพระราชสาสน์ทุกฉบับเป็นจดหมายฉบับสั้นๆ จึงกล่าวถึงเฉพาะเรื่องที่สำคัญสุดยอดเท่านั้น  อย่างไรก็ตาม สมาชิกส่วนใหญ่มีรูปแบบการดำเนินชีวิตที่มีแต่คำชมซึ่งเราอาจแบ่งคำชมต่างๆซึ่งพระประมุขคือองค์พระเยซูคริสต์ทรงมีต่อคริสตจักรเมืองสเมอร์นาดังต่อไปนี้

(-1-)     “’เรารู้ว่าพวกเจ้ามีความทุกข์ลำบาก…” (วิวรณ์2:9a)

(-2-)     “…และยากจน (แต่ว่าเจ้ามั่งมี)…” (วิวรณ์ 2:9b)

(-3-)     "…และรู้เรื่องการใส่ร้ายของคนเหล่านั้นที่กล่าวว่า เขาเป็นพวกยิวและหาได้เป็นไม่ แต่พวกเขาเป็นธรรมศาลาของซาตาน" (2:9c)

(-4-)     "อย่ากลัวความทุกข์ทรมานซึ่งเจ้าจะได้รับนั้น นี่แนะมารจะขังพวกเจ้าบางคนไว้ในคุกเพื่อจะลองใจเจ้า และเจ้าทั้งหลายจะได้รับความทุกข์ทรมานถึงสิบวัน  แต่จงมีใจมั่นคงอยู่ตราบเท่าวันตาย และเราจะมอบมงกุฎแห่งชีวิตให้แก่เจ้า" (วิวรณ์ 2:10)

 

                        รายละเอียดของคำชมแต่ละประเด็นมีดังต่อไปนี้

 

(-1-)    เรารู้ว่าพวกเจ้ามีความทุกข์ลำบาก…” (วิวรณ์ 2:9a)

 

                        นี่คือคำชมแรกที่บอกว่าพระองค์รู้ดีว่าคริสตจักรเมืองสเมอร์นาไม่ใช่เป็น

คริสตจักรที่อยู่เฉยๆ แต่เป็นคริสตจักรที่ทำงาน ทำงานในที่นี้หมายถึงเป็นคริสตจักรที่มีการนมัสการทุกวันอาทิตย์ มีการประชุมอธิษฐาน มีการสามัคคีธรรมในการร่วมพิธีมหาสนิท มีการประกาศพระกิตติคุณให้กับพวกยิวที่มีธรรมศาลาใหญ่โตซึ่งตั้งอยู่ในเมืองสเมอร์นานี้เอง รวมทั้งการประกาศพระกิตติคุณให้กับชาวเมืองสเมอร์นาโดยทั่วไป เนื่องจากการประกาศข่าวประเสริฐนี้เองที่ทำให้พวกเขาต้อง "มีความทุกข์ลำบาก"  ซึ่งก็คือถูกข่มเหงจากพวกยิว และพวกยิวซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองสเมอร์นาค่อนข้างจะเป็นพวกที่มั่งคั่งและมีอิทธิพลทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง จึงได้รับสิทธิพิเศษคือได้รับการยกเว้นไม่ต้องกราบไหว้รูปปั้นของซีซ่าร์ จากรัฐบาลแห่งมหาอาณาจักรโรมัน เพราะทางรัฐบาลแห่งกรุงโรมรู้ดีว่าชาวยิวนั้นรักษาบัญญัติสิบประการ และหนึ่งในบัญญัติสิบประการก็คือการห้ามการไหว้รูปเคารพ พวกยิวในเมืองสเมอร์นามีอิทธิพลต่อรัฐบาลโรมพอสมควร จึงได้รับการยกเว้นไม่ต้องทำในสิ่งที่ประชาชานทั่วๆไปต้องทำ และพวกเขาก็ได้รับการยกเว้นไม่ต้องกล่าวว่า ซีซาร์เป็นพระเจ้า:” พวกยิวเหล่านั้นเองที่ได้ยื่นเรื่องฟ้องรัฐบาลแห่งกรุงโรมว่าพวกคริสเตียนกล่าวว่า :”พระเยซูเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่ซีซาร์นี่คือการถูกข่มเหงอย่างหนักหนาสาหัส จากพวกยิว โดยที่พวกยิวยืมมือแห่งการข่มเหงจากรัฐบาลแห่งมหาอาณาจักรโรมันอีกต่อหนึ่ง

            การที่พระเยซูบอกพี่น้องคริสเตียนแห่งคริสตจักรเมืองสะเมอร์นาว่า “’เรารู้ว่าพวกเจ้ามีความทุกข์ลำบาก(วิวรณ์ 2:9a) เป็นการบอกพวกเขาว่าสิ่งที่พวกเขากำลังเผชิญหน้าอยู่พระองค์ทรงผ่านมาหมดแล้ว พระโลหิตของพระองค์หลั่งไหลออกขณะที่ถูกตรึงบนไม้กางเขน  และพระองค์ไม่เพียงแต่ทรงรู้ทรงทราบเท่านั้น พระองค์ทรงควบคุมและครอบครองสถานะการณ์ต่างๆอีกต่างหาก ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดขึ้นแล้ว พระองค์ไม่ทราบไม่รู้ไม่เห็น พระองค์ไม่เพียงแต่รู้เห็นความเจ็บปวดของคริสเตียนชาวสเมอร์นาเท่านั้น แต่พระองค์เองทรงผ่านประสบการณ์ที่เจ็บปวดมากกว่าเป็นทวีคูณ พระองค์จึงเข้าใจสถานะการณ์ที่เกิดขึ้นกับพี่น้องคริสเตียน ณ เมืองสเมอร์นาดีที่สุด และทราบว่าพวกเขาถูกข่มเหงสาเหตุมาจากความชอบธรรม บุคคลผู้ใดต้องถูกข่มเหงเพราะเหตุความชอบธรรม ผู้นั้นเป็นสุขเพราะว่าแผ่นดินสวรรค์เป็นของเขา” (มัทธิว 5:10) นี่คือสาเหตุเดียวเท่านั้นที่จะได้รับพระพร การถูกข่มเหงเพราะสาเหตุอื่นๆซึ่งไม่ใช่ "ความชอบธรรม" จะไม่เกิดประโยชน์ใดๆทั้งสิ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นการถูกข่มเหงมาจากความผิดความบาป  และนี่คือสิ่งที่เราต้องถามตัวเราเองว่าทุกครั้งที่เราถูกข่มเหง เป็นการถูกข่มเหงที่มีสาเหตุมาจากความชอบธรรมหรือไม่ ถ้าไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นสำหรับเราก็คือการกลับใจเสียใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นการถูกข่มเหงอันเนื่องมาจากความผิดความบาปของเราเอง 

 

                        (-2-)    “…และยากจน (แต่ว่าเจ้ามั่งมี…)” (วิวรณ์ 2:9b)

 

                        ทั้งๆที่เมืองนี้เป็นเมืองเศรษฐกิจ แต่ทำไมพวกคริสเตียนจึงยากจน นี่คือคำถามที่เราจะต้องหาคำตอบ ปัญหาก็มีอยู่ว่าเมืองนี้มีสหภาพแรงงาน ทุกคนที่ทำงานหรือขายแรงงานต้องถูกบังคับให้กราบไหว้รูปปั้นของพระมหาจักรพรรดิ์ซีซาร์  ซึ่งพวกคริสเตียนไม่ยอมทำ เมื่อไม่ยอมทำก็อดทำงาน เมื่อไม่ทำงานก็ไม่มีเงิน ดังนั้นคริสเตียนแห่งเมือง

สเมอร์นาส่วนมากจึงเป็นคนยากคนจน ไม่มีบ้านช่องเป็นของตนเอง สิ่งที่พวกเขามีก็คงเป็นแต่เพียงเสื้อผ้าที่สวมใส่ เราอาจสรุปได้ว่าหลายคนเป็นเหมือนคนจรจัดเกือบไม่มีที่จะซุกหัวนอนด้วยซ้ำไป แต่ในทางฝ่ายจิตวิญญาณแล้วพวกเขาร่ำรวย คือพวกเขาร่ำรวยในการมีสามัคคีธรรมกับพี่น้องคริสเตียน ร่ำรวยในการมีสามัคคีธรรมกับองค์พระผู้เป็นเจ้า และร่ำรวยเพราะพวกเขาหิวกระหายพระคำ หิวกระหายความชอบธรรม แท้จริงแล้วในทางฝ่ายวิญญาณพวกเขาเท่านั้นคือพวกที่อิ่มบริบูรณ์ "บุคคลผู้ใดหิวกระหายความชอบธรรม ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าพระเจ้าจะทรงให้อิ่มบริบูรณ์" (มัทธิว 5:6)

            ดังนั้นเมื่อพระองค์ทรงหนุนใจว่า “…และยากจน(แต่ว่าเจ้ามั่งมี)” (วิวรณ์ 2:9b)

คือไม่ว่าพวกเขาจะยากแค้นแสนเข็นแค่ไหนในทางเศรษฐกิจหรือความเป็นอยู่ ในความเป็นจริงฝ่ายวิญญาณแล้วพวกเขาเป็นคนร่ำรวย เพราะพวกเขาทั้งหลายเป็นบุตรของพระเจ้า  เมื่อเราทั้งหลายเป็นบุตรแล้ว เราก็เป็นทายาท คือเป็นทายาทของพระเจ้า และเป็นทายาทร่วมกับพระคริสต์  (โรม 8:15) เราทั้งหลายทราบหรือไม่ว่าเราเป็นทายาทของผู้เป็นอัครมหาเศรษฐีแห่งมหาเศรษฐี เพราะพระเจ้าทรงเป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นเจ้าของจักรวาล ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่พระองค์ไม่ได้เป็นเจ้าของ ดังนั้นอย่าได้อิจฉาคนที่เป็นทายาทของเศรษฐีแห่งโลกนี้ เพราะในความเป็นจริงแล้วคนเหล่านั้นถ้าเขาไม่ได้เป็นคริสเตียนเขาคือคนยากจน เพราะเขาจะไม่มีอะไรเหลืออยู่เลยเมื่อองค์พระเยซูคริสต์เสด็จมา

 

(-3-)    “…และรู้เรื่องการใส่ร้ายของคนเหล่านั้นที่กล่าวว่า เขาเป็น

พวกยิว และหาได้เป็นไม่ แต่พวกเขาเป็นธรรมศาลาของซาตาน" (วิวรณ์ 2:9c)

 

                        “…และรู้เรื่องการใส่ร้าย... (วิวรณ์ 2:9c)  การใส่ร้ายป้ายสีพวกคริสเตียนที่เกิดขึ้นจากพวกยิวและไม่ใช่ยิวมีหลายประการดังต่อไปนี้

                        ประการแรก เกิดขึ้น เนื่องจากพวกคริสเตียนร่วมในพิธีมหาสนิท ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระโลหิตและเนื้อของพระเยซู ชาวเมือสะเมอร์นาก็ทำการใส่ร้ายโดยการระบายสีให้มันน่ากลัวน่าขยะแขยงในทำนองว่าพวกคริสเตียนนี้กินเลือดกินเนื้อมนุษย์ด้วยกัน เป็นการหาเรื่องใส่ความและให้ร้าย เป็นไปได้ที่ชาวสเมอร์นาบางคนอาจเคยผ่านเข้าสังเกตุการประชุมของพวกคริสเตียน และบังเอิญมีการประกอบพิธีมหาสินท ผู้นำคงอ่านจากพระวจนะเช่นใน 1 โครินธ์ 11 ซึ่งพูดถึงพระโลหิต และพระวรกายของพระองค์ พวกที่ต้องการทำให้ภาพพจน์ของพี่น้องคริสเตียนเสียหาย ก็กุเรื่องขึ้นเอง โมเมเอาเอง พี่น้องคริสเตียนแห่งเมืองสเมอร์นาจึงต้องถูกข่มเหงด้วยการใส่ร้าย

                        ประการที่สอง เนื่องจากพวกคริสเตียนไม่ยอมร่วมในพิธีกรรมต่างๆในเทวสถาน เช่นการร่วมเพศถวายพระแม่เจ้าไดเอน่า พวกเขาก็ใส่ร้ายป้ายสีว่า พวกคริสเตียนนั้นเป็นพวกที่ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า หรืออเทวานิยม เป็นพวกที่ไม่นับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเมือง

สเมอร์นา เป็นพวกที่ไม่ให้ความร่วมมือในการนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเมือง เป็นชาวเมืองสเมอร์นาที่นอกคอก นี่ก็คืออีกเรื่องหนึ่งที่น้องคริสเตียนแห่งเมืองสเมอร์นาไม่ยอมอรุ่มอะร่วยต่อความผิดความบาป  เรายังอยู่ในสเมอร์นาแห่งโลกนี้ ถ้าเราถือทัศนคติที่ว่า "เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม" เราก็ไม่เหมือนคริสเตียนแห่งเมืองสเมอร์นา และเราอาจได้รับการปฏิเสธให้เข้าในราชอาณาจักรของพระเจ้าเมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จมา 

                        ประการที่สาม เป็นการใส่ร้ายจากพวกยิว ณ ธรรมศาลาแห่งเมืองสเมอร์นาโดยตรง คนพวกนี้เกลียดชังพระนามพระเยซูอยู่แล้ว เป็นการใส่ร้ายเพื่อหวังผลในการยืมมือรัฐบาลโรมให้จัดการกับพวกคริสเตียน โดยการใส่ร้ายนี้แม้จะเป็นความจริง แต่ประสงค์ร้าย นั่นก็คือการรายงานให้ทราบว่าพวกคริสเตียนกล่าวว่า พระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ใช่ซีซาร์ตามความต้องการของรัฐบาลโรม

                        เมื่อพระเยซูได้นำพระลักษณะเฉพาะกิจของพระองค์มาใช้กับคริสตจักรแห่งเมืองสเมอร์นาที่ว่า พระองค์ผู้ทรงเป็นเบื้องต้นและเป็นเบื้องปลาย ผู้ซึ่งสิ้นพระชนม์แล้ว และกลับฟื้นขึ้นอีก   (วิวรณ์ 2:8b) เพื่อที่จะบอกพวกเขาว่า การใส่ร้ายป้ายสีนั้นในที่สุดจะทำอะไรพวกเขาไม่ได้เลยเพราะเหตุผลง่ายๆที่ว่าพระองค์ทรงเป็นเบื้องปลาย  พระองค์เพียงผู้เดียวเท่านั้นที่ให้คำพูดสุดท้าย หรือความเห็นสุดท้ายกับมนุษย์ทุกคน คือความจริงเท่านั้นที่จะอยู่ยั่งยืนยงในวาระสุดท้ายไม่ใช่การใส่ร้ายป้ายสี

                        และเมื่อพระองค์ฝากบอกพระลักษณะเฉพาะกิจที่ว่า "ผู้ซึ่งสิ้นพระชนม์

ล้ว และกลับฟื้น"  (วิวรณ์ 2:8b) ก็เพื่อที่จะสื่อความหมายว่า การที่พวกเขาถูกข่มเหงจน

ถึงถูกฆ่าตายไม่ใช่เป็นการสิ้นสุดของชีวิต เพราะสิ่งที่เป็นจริงกับพระองค์ที่ว่า"ผู้ซึ่งสิ้นพระ

ชนม์แล้วและกลับฟื้น"  (วิวรณ์ 2:8b)  ก็จะเป็นจริงกับทุกคนที่เป็นคริสเตียนด้วย ดังนั้น

ความตายจึงไม่ใชจุดจบและไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว

          “..คนเหล่านั้นที่กล่าวว่า เขาเป็นพวกยิวและหาได้เป็นไม่…" (วิวรณ์ 2:9bc) ส่วนพวกยิวจากธรรมศาลาที่ใหญ่โตในเมืองสเมอร์นานั้น ถือว่าตนเองคือลูกหลานของอับราฮัม และข่มเหงพวกคริสเตียนโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกยิวที่เป็นคริสเตียนหาว่าเป็นพวกนอกคอกที่เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเมสสิยาห์ พวกเขาไม่ต่างจากพวกฟาริสีในกรุงเยรูซาเล็มไม่ต่างจากเซาโลฟาริสีแห่งฟาริสีที่เกลียดชังพวกคริสเตียนและต้องการกำจัดให้สิ้น

ทราก พวกเขาเป็นยิวแต่ภายนอกเท่านั้น คือมีศาสนาของยิว และเป็นสายเลือดของยิว แต่ภายในคือภายในจิตวิญญาณ พวกเขาไม่ได้เป็นยิวเพราะพวกเขาได้ปฏิเสธที่จะยอมรับว่าพระเยซูคริสต์คือพระเมสสิยาห์  ถ้านับตามสายเลือดแล้ว พวกเขาอาจเป็นสายเลือดของอับราฮัม แต่สิ่งที่พวกเขาไม่มีคือความเชื่อของอับราอัม และเพราะความเชื่อของอับราฮัมนั่นเองที่พระเจ้าทรงถือว่าอับราฮัมเป็นคนชอบธรรม สำหรับคริสเตียนแล้วในทางฝ่ายจิตวิญญาณเราเป็นยิวเพราะเรามีความเชื่อเช่นเดียวกับอับราอัม และพระเจ้าทรงถือว่าเราเป็นคนชอบธรรม เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงถือว่าอับราฮัมเป็นคนชอบธรรมเพราะอับราฮัมเชื่อในพระองค์

                        “…แต่พวกเขาเป็นธรรมศาลาของซาตาน" (วิวรณ์ 2:9d) ให้สังเกตด้วยว่า พระธรรมข้อนี้เป็นข้อแรกในพระธรรมวิวรณ์ที่เอ่ยชื่อของผีมารซาตานเป็นครั้งแรก พวกยิวในเมืองสเมอร์นาได้รับอิทธิพลจากซาตานและเป็นเครื่องมือของผีมาซาตานซึ่งข่มเหงพวกคริสเตียนนาๆประการ ที่สำคัญพวกเขายืมมือรัฐบาลโรม โดยการใส่ร้ายป้ายสีว่าพวกคริสเตียนคือพวกที่ไม่ยอมรับว่าซีซาร์เป็นพระเจ้า ซึ่งเราจะเห็นว่าธรรมศาลาของพวก

ยิวจะเชื่อมโยงต่อกับรัฐบาลท้องถิ่นแห่งโรม ทำให้โรมเห็นว่าคริสเตียนเป็นอันตรายต่อรัฐบาลโรม จึงทำการข่มเหงพวกคริสเตียนอย่างได้ผล “…แต่พวกเขาเป็นธรรมศาลาของซาตาน" (วิวรณ์ 2:9d) นี่คือสิ่งที่เราต้องคิดเสมอว่าการข่มเหงนั้นไม่ได้มาจากมนุษย์เท่านั้น มนุษย์เป็นแต่เพียงเครื่องมือเท่านั้น สิ่งที่อยู่เบื้องหลังคือซาตาน ซาตานและสมุนของพวกมันคือวิญญาณชั่วจะทำงานอยู่ในความคิดจิตใจของคนที่ไม่ได้บังเกิดใหม่จากพระเจ้า

คือจะชักใยอยู่เบื้องหลัง ราวกับว่ามนุษย์เป็นหุ่นกระบอกเท่านั้นเอง

 

(-4-)    "อย่ากลัวความทุกข์ทรมานซึ่งเจ้าจะได้รับนั้น นี่แนะมารจะขัง

พวกเจ้าบางคนไว้ในคุกเพื่อจะลองใจเจ้า และเจ้าทั้งหลายจะได้รับความทุกข์ทรมานถึงสิบวัน  แต่จงมีใจมั่นคงอยู่ตราบเท่าวันตาย และเราจะมอบมงกุฎแห่งชีวิตให้แก่เจ้า"                                                    (วิวรณ์ 2:10)

            ถึงแม้ว่าพวกเขากำลังเผชิญหน้ากับการถูกข่มเหงรังแกแบบสุดๆ แต่พระองค์ก็ชี้แนะว่าพวกเขาจะได้รับการหนุนใจ 3 ประการดังต่อไปนี้

(--)    “… นี่แนะมารจะขังพวกเจ้าบางคนไว้ในคุกเพื่อจะ

ลองใจเจ้า…” (วิวรณ์ 2:10a) สิ่งนี้คือสิ่งที่จะวัดความเจริญเติบโตทางฝ่ายวิญญาณของพวกเขา  ว่าพวกเขาได้เรียนรู้ในการที่จะไว้วางใจในพระเจ้ามากน้อยแค่ไหน สิ่งที่ซาตานต้องการเห็นก็คือคริสเตียนพ่ายแพ้การทดลองหรือการลองใจ การลองใจที่ยิ่งใหญ่ก็คือการสั่งให้ปฏิเสธพระเยซูคริสต์ซึ่งพวกเขาไม่ได้ทำ

                                    (--)   "เจ้า และเจ้าทั้งหลายจะได้รับความทุกข์ทรมานถึงสิบวัน" (วิวรณ์ 2:10b) แปลว่าการทดลองถึงแม้ว่าซาตานเป็นผู้ทดลอง แต่พระเจ้าเป็นผู้กำหนดขอบเขตของความหนักเบา จากการศึกษาพระธรรมโยบทำให้เราทราบว่า ซาตานต้องได้รับอนุญาตจากพระเจ้าเสียก่อนก่อนที่จะลงไม้ลงมืดทดลองคริสเตียน พระองค์จะไม่ทรงอนุญาตเกินกว่าที่พวกเขาจะทนได้ พระองค์เป็นผู้กำหนดให้เป็น 10 วันไม่ใช่ 11 วัน เพราะพระองค์ทรงทราบดีว่าถ้าเกิน 10 วันพวกเขาจะรับไม่ได้อย่างแน่นอน นี่คือการหนุนใจประการที่สอง เพื่อที่จะให้พวกเขาได้ทราบว่า ซาตานจะทำอะไรหรือจะทดลองอะไรก็

แล้วแต่ จะต้องได้รับอนุญาตจากพระเจ้าเสียก่อน และฤทธิ์เดชของซาตานนั้นมีจำกัด

                    (--)   "แต่จงมีใจมั่นคงอยู่ตราบเท่าวันตาย และเราจะมอบ

มงกุฎแห่งชีวิตให้แก่เจ้า"    (วิวรณ์ 2:10c)  นี่คือพระคำจากพระประมุขของคริสตจักร

สเมอร์นาที่ให้การหนุนใจประการที่สาม  ให้สังเกตคำว่า "มงกุฎแห่งชีวิต" ซึ่งตรงข้ามกับคำว่า มงกุฎแห่งเอเชียซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของชาวเมืองสเมอร์นาโดยทั่วไป นี่คือสิ่งที่ยิงใหญ่กว่าที่พวกเขาจะได้รับอย่างเปรียบเทียบกันไม่ได้ อาจารย์เปาโลบอกว่า  "เพราะข้าพเจ้าเห็นว่าความทุกข์ลำบากแห่งสมัยปัจจุบัน ไม่ควรจะเอาไปเปรียบกับศักดิ์ศรีซึ่งจะเผยให้แก่เราทั้งหลาย" (โรม 8:18) นี่คือสิ่งที่เราทุกคนที่เป็นคริสเตียนควรทำเป็นแรูปแบบของการดำเนินชีวิตเพื่อที่เราจะไม่พลาดจาก "มงกุฎแห่งชีวิต" ซึ่งพระเจ้าทรงพอพระทัยที่จะประทานให้กับทุกคนที่รักพระองค์โดยไม่มีการแลกเปลี่ยน และเป็นไปโดยพระคุณแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

                                    ดังกล่าวมาแล้วว่าโปลิคาร์บ (Polycarb) ซึ่งเป็นศิษยาภิบาลบคริสตจักรแห่งเมืองสเมอร์นาถูกเผาทั้งเป็นเมื่อ ค.. 156 ขณะที่อายุได้ 86 ปี เพราะเขาปฏิเสธที่กล่าวว่า ซีซาร์เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแต่กล่าวด้วยความกล้าหาญว่า พระเยซูคริสต์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าคริสตจักรสเมอร์นาเป็นแม่แบบของคริสตจักรในยุคการถูกข่มเหง ในระหว่า ค.. 100 – 313 ก่อนยุคของพระมหาจักรพรรดิ์คอนสแตนติน (Constantine) ซึ่งได้รับเอาศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำจักรภพโรมัน หรือมหาอาณาจักรโรมัน นี่คือแนวคำสอนของ "ทฤษฎีการแบ่งยุคสมัย" (DISPENSATIONALISM)  ซึ่งอาจมีคนที่เชื่อทฤษฎีนี้หรือไม่เชื่อก็ตาม ก็จะไม่มีผลต่อความรอดแต่อย่างใด

 

[-4-]    คำปิดท้ายพระราชสาสน์ (วิวรณ์  2:11)

 

"ใครมีหูก็ให้ฟังข้อความซึ่งพระวิญญาณตรัสไว้แก่คริสตจักรทั้งหลาย ผู้ที่มีชัยชนะจะไม่ได้รับอันตรายจากความตายครั้งที่สองเลย   (วิวรณ์ 2:11)

 

            เป็นการดีที่เราจะเปรียบเทียบคำปิดท้ายพระราชสาสน์กับจดหมายฉบับแรกคือจดหมายถึงคริสตจักรเมืองเอเฟซัสที่บอกว่า ใครมีหูก็ให้ฟังข้อความซึ่งพระวิญญาณตรัสไว้แก่คริสตจักรทั้งหลาย ผู้ใดมีชัยชนะ เราจะให้ผู้นั้นกินผลจากต้นไม้แห่งชีวิตที่อยู่ในอุทยานสวรรค์ของพระเจ้า          (วิวรณ์  2:7) ผู้มีชัยแห่งคริสตจักรเมืองเอเฟซัสคือผู้ที่ฟื้นฟูสภาพแห่งความรัก คือรักพระเจ้าและรักเพื่อนมนุษย์แม้กระทั่งรักศัตรู และพระสัญญาก็คือ   “…เราจะให้ผู้นั้นกินผลจากต้นไม้แห่งชีวิตที่อยู่ในอุทยานสวรรค์ของพระเจ้า" (วิวรณ์ 2:7) นี่คือพระประสงค์แรกของพระเจ้าตั้งแต่แรกสร้างมนุษย์ในสวนเอเดน

            สำหรับผู้ที่อ่านพระราชสาสน์ถึงคริสตจักรเมืองสเมอร์นาซึ่งต้องเผชิญหน้าต่อการถูกข่มเหงจนกระทั่งถูกเผาทั้งเป็นเช่นโปลิคาร์บ ซึ่งเป็นตัวอย่างของผู้มีชัยชนะ และพระสัญญาก็คือ  “…ผู้ที่มีชัยชนะจะไม่ได้รับอันตรายจากความตายครั้งที่สองเลย   (วิวรณ์ 2:11b) คือแม้ว่าพระเจ้าจะทรงอนุญาตให้พวกเขาถูกข่มเหงจนกระทั่งต้องตายครั้งที่ 1 ซึ่งเป็นความตายฝ่ายร่างกาย ซึ่งในสายพระเนตรของพระเจ้าไม่ใช่เรื่องสำคัญ  เรื่องที่สำคัญที่สุดความตายครั้งที่ 2 ซึ่งก็คือความตายฝ่ายวิญญาณ เป็นการที่จะต้องถูกแยกจากพระเจ้าและอยู่ในบึงไฟนรกชั่วนิรันดร์ นี่คือสิ่งที่น่าสะพรึงกลัว ซึ่งผู้มีชัยชนะเช่นเดียวกับพี่น้องคริสเตียนแห่งเมืองสเมอร์นา จะไม่พบกับความตายครั้งที่ 2 อย่างแน่นอน และความตายครั้งที่สองในที่นี้ มีความหมายในทางลบ และในทางบวกดังต่อไปนี้

            {-1-}    ไม่ใช่การเวียนว่ายตายเกิด (not reincarnation) การเวียนว่ายตายเกิดนั้นไม่ใช่คำสอนของพระคริสตธรรมคัมภีร์อย่างแน่นอน เราะจะไม่พบคำสอนในทำนองนี้ตั้งแต่ปฐมกาลจนถึงวิวรณ์ การเวียนว่ายตายเกิดเป็นคำสอนที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการกระทำของมนุษย์ซึ่งสอนในทำนองว่า ถ้าทำดีชาติหน้าก็จะไปเกิดในที่ที่ดีกว่า แต่ถ้าทำชั่วก็จะไปเกิดเป็นสัตว์เดียรฉาน พระคัมภีร์สอนอย่างชัดเจนว่า "มีข้อกำหนดสำหรับมนุษย์ไว้ว่า จะตายครั้งเดียว และหลังจากนั้นก็จะมีการพิพากษา…" (ฮีบรู 9:27) ดังนั้นความตายครั้งที่สองจึงมิได้หมายถึงการเวียนว่ายตายเกิดแต่อย่างใด

            {-2-}    ไม่ใช่การดับสูญหรือนิพพาน (not nirvana) ไม่มีที่ไหนในพระคัมภีร์ที่สอนว่าผลที่สุดแล้วจะมีการดับสูญ คือไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป เป็นจุดยอดของคนที่ทำแต่ความดี ซึ่งเรื่องนี้พระคัมภีร์ยืนยันว่า ชีวิตหลังความตายนั้นมีอย่างแน่นอน คือถ้าไม่เข้าสู่ความรอด ก็เข้าสู่ความพินาศ แม้แต่ข้อพระคัมภีร์ที่สั้นที่สุดแต่ใด้ใจความเป็นข้อพระคัมภีร์ที่คริสเตียนทุกคนน่าจะท่องได้ ก็ยังบอกเราเช่นนั้นคือ "เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้น จะมิได้พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์" (ยอห์น 3:16) แสดงว่ามนุษย์แต่ละคนจุดหมายปลายทางท้ายสุดก็คือความรอด หรือไม่ก็ความพินาศในบึงไฟนรกซึ่งเป็นความตายครั้งที่สอง

{-3-}    "…ความตายครั้งที่สอง" (วิวรณ์ 2:11) คือความสูญเสียจิตวิญญาณในบึงไฟนรก นี่คือสิ่งที่น่าสะพรึงกลัว เพราะบุคลิกของความเป็นมนุษย์จะอยู่ชั่วนิรันดร์ พระเยซูได้สอนเรื่องนี้อย่างชัดเจนในเรื่องเศรษฐีกับคนขอทานที่ชื่อลาซารัส ในครึ่งหลังของพระกิตติคุณลูกาบทที่ 16 เศรษฐีที่ต้องพินาศต้องอยู่ในบึงไฟนรกชั่วนิรันดร์ ส่วนขอทานลาซารัสนั้นได้รับชีวิตนิรันดร์และอยู่กับอับราฮัมชั่วกาลปาวสานต์เช่นกัน    

 

สรุปแต่ละคริสตจักร ผนวกกับ "ทฤษฎีการแบ่งยุคสมัย" (DISPENSATIONALISM)

 

 

ลำดับคริสตจักรจาก 1 ถึง 7

คล้ายคลึงกับ.. - ค.ศ.  ซึ่งเป็นยุค

 พระลักษณะเฉพาะกิจ

หมายเหตุสำคัญในแต่ละคริสตจักร

1 เอเฟซัสนั้นร้อนรนแต่ขัดสนเรื่องความรัก เป็นประจักษ์แน่แท้ต้องแก้ไข (มีติชม)             (วิวรณ์ 2:1-7)

ค.ศ.30-100 คริสตจักรยุคอัครทูต               (Apostolic Church Age)

พระเยซูคริสต์ทรงดำเนินอยู่ท่ามกลางคันประทีปทองคำทั้ง 7 คันซึ่งก็คือคริสตจักรของพระองค์

ไล่นิโคเลาส์ แต่ขาดความรัก ถ้าไม่แก้ไข จะยกคันประทีปออก แล้วจะไม่สามารถส่องสว่างได้อีกต่อไป

2 สเมอร์นาถูกข่มเหงแบบสุดๆ ไม่ยอมหยุดแต่ยอมตายไม่กังขา (มีแต่ชมไม่มีติ)

(วิวรณ์2:8-11)สั้นสุด

ค.ศ.100-313 คริสตจักร  ยุคถูกข่มเหงโดยรัฐบาลโรม                (Roman Persecution Age)

ทรงเป็นเบื้องต้นและเบื้องปลาย ทรงตายแล้วแต่เป็นขึ้นมาอีก และดำรงอยู่เป็นนิตย์

ถึงจะถูกฆ่า ก็ไม่ปฏิเสธพระเยซูคริสต์ เพราะมงกุฎแห่งชีวิตนิรันดร์รออยู่ สุดยอดตัวอย่าง-โปลิคาร์ป

3 เปอร์กามัมคราวหน้า

 

 

 

4 ธิยาทิรา

 

 

 

 

 

               

                        จบคำเทศนาจากพระธรรมวิวรณ์ครั้งที่ 5

                                                 วิวรณ์ 2:8-11

   ตอน 5 สเมอร์นาถูกข่มเหงแบบสุดๆ ไม่ยอมหยุดแต่ยอมตายไม่กังขา

                                         โปรดติดตาม ตอน 6

   เปอร์กามัมก็จะบอกเจ้าชอกช้ำ บาลาอัมเจ้าก็เอา นิโคเลาส์เจ้าก็สน"

                            วิวรณ์ 2:12-17  เร็วๆนี้